‘เหตุบังเอิญที่ไม่บังเอิญ’ บันทึกประวัติศาสตร์จากปรากฏการณ์สุดมหัศจรรย์…

นายอัษฎางค์ ยมนาค นักประวัติศาสตร์ ได้รวบรวม เรียบเรียงเรื่องราวประวัติศาสตร์หัวข้อ “เหตุบังเอิญที่ไม่บังเอิญ” โพสต์ลงในเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 13 ต.ค 2562 โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

“เหตุบังเอิญที่ไม่บังเอิญ”

บันทึกประวัติศาสตร์จากปรากฏการณ์สุดมหัศจรรย์ ที่เป็นตัวบ่งชี้ว่านี่คือการกลับสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ของพระมหากษัตริย์ผู้ที่จุติมาจากสวรรค์

………………………………………………………………….
• ปรากฏการณ์ที่ ๑
“15.52”

ภาพสุดอัศจรรย์ใจที่ไม่รู้จะหาคำไหนมาบรรยายเหตุการณ์นี้ได้

โปรดสังเกตนาฬิกาข้างฝา

จากภาพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จเยี่ยมห้องที่พระองค์ประสูติ ณ โรงพยาบาลเมาธ์ออร์เบิร์น ประเทศสหรัฐฯอเมริกา

เป็นเวลา 15.52 น. ซึ่งเวลาตรงกับที่พระองค์ท่านเสด็จสวรรคต อย่างน่าอัศจรรย์”

ที่มา: ภาพจากทวิตเตอร์ของคุณ Charoen Watta

………………………………………………………………….
• ปรากฏการณ์ที่ ๒
“นกจากป่าหิมพานต์”

ในวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ ๙ ได้เกิดเหตุความอัศจรรย์ โดยมีฝูงนกสีขาว บินมาที่พระเมรุมาศ จำนวน ๙ ตัว แล้วบินวนรอบพระเมรุมาศ แล้วก็หายเข้าไปในหมอกเมฆ ต่อสายตาประชาชนในสถานที่จริง และประชาชนที่ชมถ่ายทอดสดทางบ้านทั้งประเทศ

ซึ่งในตำนาน นกจากป่าหิมพานต์ คือพาหนะที่จะนำดวงวิญญาณของผู้มีบุญสู่สรวงสวรรค์…

หรือฝูงนกสีขาว ๙ ตัวบินเหนือพระเมรุฯขณะถวายพระเพลิงในหลวงรัชกาลที่ ๙ คือสิ่งที่มีอยู่ในตำนาน

………………………………………………………………….
• ปรากฏการณ์ที่ ๓
“หมอกธุมเกตุ”
ในวันพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพาน และวันเสด็จสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ ๕ และรัชกาลที่ ๙

คืนวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2559 วันเสด็จสวรรคตองค์ในหลวงรัชกาลที่ 9 เกิดปรากฏการณ์ “หมอกธุมเกตุ”

ซึ่งตำรากล่าวถึงว่ามักจะมีในเวลาที่มีเหตุใหญ่ๆเกิดขึ้น เช่นเมื่อครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานและเหตุการณ์สวรรคตของพระเจ้าแผ่นดินมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์

เมื่อพระเจ้าแผ่นดินผู้เป็นที่รักของราษฎรเสด็จสวรรคต จะมีการบรรยายถึง “หมอกธุมเกตุ” ปกคลุมไปทั่ว สื่อความหมายถึง “ผู้มีบุญ” ที่ล่วงลับดับสูญ

ตามตำราโบราณว่า เป็นหมอกที่มีสีประดุจควันไฟ ดอกไม้เพลิง จะเห็นได้ตั้งแต่เช้าไปจนเที่ยง หรือ ตั้งแต่เที่ยงไปจนบ่ายหนึ่งบ่ายสองโมง ถือว่าเป็นหมอกที่ร้ายนัก นัยว่าเกิดเพราะเกตุสำแดงเหตุให้ปรากฏที่ในตำราเขากล่าวถึง ว่ามักจะมีในเวลาที่มีเหตุใหญ­ๆเกิดขึ้น

แม้แต่เมื่อครั้งในหลวงรัชกาลที่ ๕ เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๕๓ ก็มีบันทึกว่าได้เกิดปรากฏการณ์ “หมอกธุมเกตุ” นี้เช่นเดียวกัน ดังข้อความบางส่วนจากพระนิพนธ์ใน หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิสกุล เรื่อง ๒๓ ตุลาคม ๒๔๕๓ เมื่อแผ่นดินสยามร้องไห้ ที่ได้บรรยายไว้ว่า

“พวกราษฎรเอาเสื่อไปปูนั่งกันเป็นแถวตลอดสองข้างทาง จะหาหน้าใครที่มีแม้แต่ยิ้มก็ไม่มีสักผู้เดียวทุกคนแต่งดำน้ำตาไหลอย่างตกอกตกใจด้วยไม่เคยรู้รส อากาศมืดคุ้มมีหมอขาวลงจัดเกือบถึงหัวคนเดินทั่วไป ผู้ใหญ่เขาบอกว่านี่แหละหมอกธุมเกตุ(๑)ที่ในตำราเขากล่าวถึง ว่ามักจะมีในเวลาที่มีเหตุใหญ่ๆเกิดขึ้น”

………………………………………………………………….
• ปรากฏการณ์ที่ ๔
รัชกาลที่ ๔ บรรลุเป็นพระอนาคา และเสด็จสวรรคตในวันเดียวกันกับวันประสูติ

ในวันที่จะสวรรคตของรัชกาลที่ ๔ นั้น พระองค์ทรงมีพระสติสมบูรณ์ เพียงแต่ว่าในวันนั้น พระองค์ไม่ได้เสด็จออกไปทำพิธีปวารณาออกพรรษาต่อพระสงฆ์วัดราชประดิษฐ์ (วัดประจำรัชกาล) ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่ทรงปฏิบัติเป็นประจำในวันพระราชสมภพ

หลังจากรับสั่งข้อราชการแก่พระยาศรีสุนทรโวหาร (ฟัก สาลักษณ์) แล้ว สิ่งที่พระองค์ทรงกระทำในวันมหาปวารณาออกพรรษาก็คือการสมาทานศีลด้วยพระองค์เอง แล้วตรัสเป็นถ้อยคำที่คมคายมากว่า

“ฉันขอลาต่อพระสงฆ์ … สิ่งใดที่เคยทำผิดล่วงเกินก็ขอขมา
สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา
สิ่งทั้งปวงไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่น สิ่งใดสิ่งหนึ่งในโลกที่เข้าไปยึดมั่นถือมั่นแล้วจะไม่มีโทษนั้น…ไม่มีเลย

จากนั้น พระองค์ก็ได้ตรัสคำฉันท์เป็นภาษาบาลี ซึ่งเป็นการตรัสครั้งสุดท้ายของพระองค์ว่า

“อะตุรัสสะมิงปิ เม กาเย จิตตัง นะ เหสสะตาตุรัง เอวัง ปัสสามิ พุทธัสสะ สาสะนานุคะติง กะรัง”

แปลว่า “แม้ว่าร่างกายของข้าพเจ้าจะกระวนกระวายอยู่ด้วยทุกขเวทนา แต่จิตใจของข้าพเจ้าจะไม่กระวนกระวายไปตามกาย ข้าพเจ้าได้ศึกษาอบรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้าอยู่อย่างนี้”

แล้วในที่สุด พระองค์ก็ไม่ตรัสอะไรอีกเลย โดยประทับอยู่บนแท่นที่จะสิ้นพระชนม์ หันพระเศียรไปทางทิศเหนือ หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันตก และทรงภาวนา “พุทโธ”

เจ้าหญิงองค์หนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ พระองค์ เล่าว่า เสียงภาวนา “พุทโธ” นั้นดังชัดเจนในตอนแรก แต่พอนานๆ เข้า เสียง “พุท” ก็ค่อยๆ หายไป เหลือแต่เสียง “โธ-โธ-โธ” จนกระทั่งเสียงทั้งหมดเงียบหายไป พร้อมกับที่ทรงสวรรคตในเวลาประมาณ ๓ ทุ่ม วันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ตรงกับวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๑๑

………………………………………………………………….
ก่อนขึ้นครองราชย์ ในหลวงรัชกาลที่ ๔ ทรงผนวชนานถึง ๒๗ ปี การบวชและปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด เป็นการสร้างและสะสมบุญบารมีอย่างสูงสุด ซึ่งเป็นที่เชื่อได้ว่า พระองค์มีบุญสูงมาก

สังเกตได้จากเหตุการณ์สำคัญคือ ก่อนหน้านั้น พระองค์เคยรับสั่งว่าเมื่อพระองค์ผนวชอยู่นั้น ทรงออกอุทานวาจาว่า…

“วันใดเป็นวันพระราชสมภพก็อยากสวรรคตในวันนั้น”

โดยพระองค์พระราชสมภพในวันเพ็ญเดือน 11 ซึ่งเป็น”วันมหาปวารณา” เมื่อพระองค์จะสวรรคตก็ขอให้สวรรคตท่ามกลางสงฆ์ขณะที่พระสงฆ์กระทำวินัยกรรมมหาปวารณา

และแล้ววันพฤหัสบดีที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๑๑ ซึ่งเป็น”วันมหาปวารณา” ก็เสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งภาณุมาศจำรูญ ภายในพระบรมมหาราชวัง สิริพระชนมพรรษา ๖๔ พรรษา ทรงดำรงสิริราชสมบัติเป็นระยะเวลา ๑๗ ปี

………………………………………………………………….
ปรากฏว่า ในระหว่างที่สวรรคต เทวดาที่สถิตอยู่ ณ พระเจดีย์นครปฐม ได้เข้าสิงคนงานคนหนึ่งเพื่อบอกว่า ขณะนี้รัชกาลที่ ๔ สวรรคตแล้ว และกำลังจะไหว้พระเจดีย์ที่พระองค์เคยบูรณปฏิสังขรณ์เมื่อครั้งยังทรงพระชนม์ชีพ

พระปฐมเจดีย์นี้ เดิมชื่อ “ธมเจดีย์”
เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ขณะผนวช ได้เสด็จธุดงค์มานมัสการ ทรงเห็นเป็นเจดีย์ยอดปรางค์ สูง 42 วา และได้พระราชทานนามใหม่ว่า “พระปฐมเจดีย์”

เมื่อทรงลาผนวชได้เสวยราชสมบัติแล้ว ในราว พ.ศ. 2396 ได้โปรดให้ก่อพระเจดีย์ใหม่ห่อหุ้มองค์เดิมไว้ สูง 120 เมตร กับ 45 เซนติเมตร พร้อมสร้างวิหารคตและระเบียงโดยรอบ แต่งานไม่ทันแล้วเสร็จก็สวรรคต

………………………………………………………………….
“ท่านเจ้าคุณนรรัตนราชมานิต” วัดเทพศิรินทราวาส ผู้มีญาณหยั่งรู้วาระจิตของผู้อื่น เล่าให้สมเด็จพระญาณวโรดม (ประยูร สันตังกุโร) ฟังว่า

“รัชกาลที่ ๔ เมื่อใกล้จะสวรรคตนั้น ได้สำเร็จเป็นพระอนาคามี”

อนาคามี แปลว่า ผู้ไม่มาเกิดอีก หมายความว่าจะไม่กลับมาเกิดในกามาวจรภพอีก แต่จะเกิดใน พรหมโลก อีกเพียงครั้งเดียว แล้วจะบรรลุอรหันต์แล้วนิพพานบนพรหมโลกนั้น

เรื่องนี้คนธรรมดาทั่วไปคงไม่อาจจะรู้ได้ แต่สำหรับผู้ที่มีจิตใจอันมั่นคงและมีความเข้าใจในพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้งเช่นนี้น่าจะบรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคลขั้นใดขั้นหนึ่งอย่างแน่นอน

………………………………………………………………….
• รัชกาลที่ 9 คือพระโพธิสัตว์ผู้จะเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย เคยออกมาบอกว่า วันหนึ่งข้างหน้าในหลวงจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งของโลก ในหลวงเป็นพระโพธิสัตว์ปรารถนาพุทธภูมิ

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ บอกว่า พระองค์ทรงมีกระแสจิตแรงมาก ฉันเองยังสู้ท่านไม่ได้ เรื่องปรารถนาพุทธภูมิ พระองค์ปรารถนามานาน แต่เวลานี้บารมีเป็นปรมัตถบารมี เหลืออีก 5 ชาติ

หลวงปู่บุญฤทธิ์ กล่าวว่า ในหลวงเป็นพระโพธิสัตว์

พระโพธิสัตว์ในที่นี้คือผู้ที่มีจิตใจอันสูงส่ง ที่อาสาตนเองในการที่จะช่วยเหลือผู้อื่น

ซึ่งเราคนไทยได้เห็นสิ่งเหล่านี้มาตลอด ๗๐ ปีที่พระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๙ ได้บำเพ็ญกุศลด้วยการขจัดทุกข์บำรุงสุขประชาชนคนไทย รวมทั้งการปฏิบัติการปฏิบัติธรรมตามแนวทางของพระพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด

………………………………………………………………….
เก็บบันทึกประวัติศาสตร์นี้เอาไว้ในลูกหลานเหลนโหลนได้ศึกษา เพราะในอนาคตข้างหน้าต่อไป จะยังคงมีผู้มีบุญจากสวรรคตชั้นพรหมโลกลงมาจติ เพื่อบำเพ็ญบุญด้วยการมาขจัดทุกข์บำรุงสุขชาวประชาก่อนจะกลับสู่สวรรค์ขั้นพรหมอีกที

………………………………………………………………….
อัษฎางค์ ยมนาค
รวบรวม เรียบเรียง

ติดตามเพจเฟซบุ๊ก เสรีนิวส์

Be the first to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published.


*