‘จตุพร’ โอบกอดให้กำลังใจ ‘วรชัย’ รับชะตากรรมคุก 4 ปีคดีล้มประชุมอาเซียน

เฟซบุ๊กเพจ Peace News ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) เผยแพร่ข่าวโดยมีรายละเอียดดังนี้

ศาลจังหวัดพัทยา ศาลฎีกานัดอ่านคำพิพากษาครั้งที่ 2 กรณีจำเลยไม่ได้รับหมายเรียกมาฟังคำพิพากษาครั้งแรก 3 คน ได้แก่ พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ นายสำเริง ประจำเรือ และนายวรชัย เหมะ ในคดีปิดล้อมการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ โรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท เมืองพัทยา เมื่อปี 2552

มีรายงานว่า พ.ต.ท.ไวพจน์ เดินทางเข้าไปในศาลฯแต่เช้า โดยไม่ได้นั่งรวมกลุ่มจำเลยและมวลชนที่มาให้กำลังใจ

ส่วนนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พร้อมนายอารี ไกรนรา ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อชาติ มาให้กำลังใจด้วย พร้อมสวมกอดจำเลยทั้งช่วงเจอหน้าและก่อนถูกนำตัวเข้าเรือนจำพิเศษพัทยา

นายจตุพร กล่าวว่า เป็นโชคชะตาของพวกเราที่ต้องคอยผลัดกันให้กำลังใจกัน ต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่าที่ผ่านมามีหลายเรื่องที่เป็นข้อไม่สบายใจ เพราะเมื่อครั้งที่แล้วศาลได้นัดหมายให้จำเลยในคดีนี้มาฟังคำตัดสิน แต่ 3 จำเลยมาวันนี้ ไม่ได้รับหมายเรียกจากศาล

“ศาลได้ยอมรับว่ามีจำนวน 3 คน ไม่ได้รับหมายจากศาล ซึ่งสิทธิของจำเลยเหมือนกันทั้งหมด ภายใต้กฎหมายเดียวกัน จึงมีสิทธิ์ที่จะต่อสู้คดีจนกว่าคดีจะถึงที่สุด การอ่านคำพิพากษาในครั้งที่แล้ว ลับหลังจำเลยที่ไม่ได้มาฟังคำพิพากษา ซึ่งเป็นความไม่สบายใจ”

รวมทั้ง ระบุว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ชีวิตของพวกเราเหมือนอยู่บนเส้นด้ายอยู่แล้ว ไม่รู้วันไหน จะโดนสลับกันเข้า สลับกันออกมาโดยตลอดในเรื่องคุกตะราง ทุกคนผ่านการติดคุกมาแล้ว มีบทเรียนมีวิธีต้องเตรียมการกันอย่างไร แต่หวังว่าทุกคนจะได้รับความยุติธรรม เช่นเดียวกับคนไทยคนอื่นๆ

นายจตุพร กล่าวว่า ส่วนจำเลยที่เหลือคงจะทยอยกันมา ด้วยการเข้าสู่เรือนจำ เราต่างรับรู้ว่าการติดคุกเป็นความยากลำบาก คนที่อยู่ข้างในต้องบริหารจัดการชีวิตคนที่อยู่ด้านนอก แต่ละคนที่เป็นจำเลยในคดีนี้ล้วนเป็นหัวหน้าครอบครัว ต้องรับผิดชอบต่อครอบครัว ซ้ำหนักคนข้างในว่าทุกข์แล้ว คนข้างนอกทุกข์กว่า พี่น้องเราบางคนต้องใช้เวลาบริหารจัดการชีวิตให้เรียบร้อยก่อนจะมารับโทษ

อย่างไรก็ตาม ในคดีนี้ เมื่อ 11 กันยายน 2562 ศาลฎีกาพิพากษาลงโทษจำเลย 12 คน สั่งจำคุก 4 ปี ไม่รอลงอาญา โดยมีจำเลย 5 คนมาฟังคำพิพากษาและถูกนำตัวเข้าเรือนจำพิเศษแล้วรวม 5 คน ประกอบด้วยนายศักดา นพสิทธิ์, นายสิงห์ทอง บัวชุม, นายพิเชษฐ์ สุขจินดาทอง, นายพายัพ ปั้นเกตุ และนายนพพร นามเชียงใต้

กระทั่งในวันนี้ (31 ต.ค.) 3 จำเลย คือ พ.ต.ท.ไวพจน์, นายสำเริง และนายวรชัย ได้รับหมายเรียกให้มาฟังอ่านคำพิพากษาครั้งที่สอง รวมจำเลยมารับโทษตามคำพิพากษาแล้ว 8 คน เหลืออีก อีก 4 คน ได้แก่ นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง, นายวันชนะ เกิดดี, นพ.วัลลภ ยังตรง และ นายนิสิต สินธุไพร จะทยอยมาฟังอ่านคำพิพากษาถัดไปโดยเร็ววัน

นายวรชัย กล่าวว่า ตนพร้อมจะรับโทษ และน้อมรับคำพิพากษาเพื่อให้กระบวนการยุติธรรม ระบบ ศาลไปต่อได้ แม้ในคดีนี้มีข้อสงสัยในหลายเรื่อง อาทิ มีพยานเท็จ จำเลยแต่ละคนต่างคนต่างกรรม ต่างวาระ แต่ได้รับโทษเท่ากัน

“จำเลยหลายคนในขณะนั้น ไม่ได้เป็นแกนนำ ต่างคนต่างมาร่วมชุมนุม แต่ละคนยังไม่รู้จักกันด้วยซ้ำ ผมเองในวันนั้นเป็นเพียงผู้ร่วมชุมนุม ได้รับคำขอจากเจ้าหน้าที่ให้เข้าไปช่วยบอกมวลชนให้ออกมาจากโรงแรม ก็ได้รับโทษไปด้วย”

นายวรชัย ย้ำว่า ตนขอให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินในเรื่องนี้ ว่าสิ่งที่พวกตนได้รับยุติธรรมหรือไม่ และหวังว่า คดีนี้จะเป็นบรรทัดฐานในการตัดสินคดีการชุมนุมอื่นๆ ของฝ่ายอื่น ให้มีมาตรฐานเท่าเทียมกันด้วย

ต่อมาเวลาประมาณ 17.30 น. นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) เปิดเผยภายหลังเดินทางให้กำลังใจแกนนำนปช.ที่เดินทางเข้ารับฟังคำพิพากษาในคดีล้มประชุมอาเซียนชัมมิท เมื่อปี 2552 ว่า “ศาลจังหวัดพัทยา ให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาออกไปก่อน เนื่องจาก จำเลยทั้ง 3 ได้ยื่นคำร้องเพิ่มเติมต่อศาลฎีกา ทั้งนี้ ต้องรอให้ศาลฎีกาพิจารณาว่าจะรับคำร้องของจำเลยทั้ง 3 เพื่อวินิจฉัยใหม่หรือไม่ จึงให้เลื่อนไปเป็นวันที่ 3 ธันวาคม 2562 เวลา 10.00 น.”

กดติดตามเพจเฟซบุ๊ก เสรีนิวส์

Be the first to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published.


*