‘ทนายชวน’ กับ ‘คดีลักรถจักรยาน’

ชวน หลีกภัย
ชวน หลีกภัย
บ้านเมืองเรามีน้อยนักที่จะหานักการเมืองน้ำดี ยืนหยัดในหลักการและความถูกต้องยุติธรรม ได้อย่าง นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างตรงไปตรงมา จนเป็นที่ชื่นชมของผู้คนในสังคมอยู่ขณะนี้

“เสรีนิวส์” พบหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ “ลูกแม่ถ้วน ชวน หลีกภัย” เรียบเรียงโดย คุณวิศนุ ทรัพย์สุวรรณ ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคมปี พ.ศ.2550 ในหนังสือมีอยู่ด้วยกันหลายเรื่องราวเกี่ยวกับชีวประวัติของคุณชวน หลีกภัย

ในจำนวนนี้มีอยู่เรื่องที่อ่านแล้วประทับใจ และน่าจะเป็นเหตุผลที่อธิบายความได้เป็นอย่างดีว่าทำไมนักการเมืองชื่อ “ชวน หลีกภัย” ถึงได้ยืนหยัดในหลักการและความถูกต้องยุติธรรมได้อย่างเสมอต้นเสมอปลายมาจนปัจจุบัน

นั่นคือเรื่อง ‘ทนายชวน’ กับ ‘คดีลักรถจักรยาน’ ซึ่งเคยตีพิมพ์มาแล้วในวารสารตรวจเงินแผ่นดิน ปีที่ 1 ฉบับที่ 3/2537 โดยได้รับคัดเลือกให้เป็นเรื่องสั้นเกียรติยศ ก่อนจะมาปรากฎในหนงสือชื่อ “ลูกแม่ถ้วน ชวน หลีกภัย”

เห็นว่ามีประโยชน์ ต่อนักการเมืองรุ่นใหม่ ทนายความ ตลอดจนบุคคลทั่วไปไม่มากก็น้อย “เสรีนิวส์” จึงขออนุญาตเจ้าของหนังสือเพื่อเผยแพร่ต่อ ไว้ ณ ที่นี้

‘ทนายชวน’ กับ ‘คดีลักรถจักรยาน’

เมื่อปีพ.ศ. 2519 ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง ของพรรคประชาธิปัตย์สมัยที่ 3 ได้รับโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงยุติธรรม โดยมี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 หน่วยทหารได้เข้ายึดอำนาจรัฐบาลประชาธิปไตย และบ้านเมืองก็เข้าสู่การปกครองในระบบปฏิวัติอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อพ้นจากตำแหน่งทางการเมือง พร้อมกับสิ้นสุดการเมืองในระบบการเลือกตั้ง ผมจึงกลับไปทำมาหากิน ประกอบอาชีพเป็นทนายความเช่นเดิม

เรื่องอดีตรัฐมนตรีกับคดีลักรถจักรยาน 700 บาท ได้เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2520

ผมได้รับการขอร้องจากเพื่อนทนายความ คือ คุณอุดม ศุภสินธ์ ให้บันทึกเรื่องนี้ เพื่อลงพิมพ์ ในวารสารทนายความ ฉบับ “วันทนายความ” ประจำปี พ.ศ.2521

ผมหอบเสื้อครุยออกจากบัลลังก์ ชั้นบนของศาลอาญา เลี้ยวลงไปตามบันไดด้านใน ผ่านบัลลังก์พิเศษชั้นล่าง เพื่อจะออกไปทางร้านอาหาร พอก้าวออกจากใต้ถุนศาลโผล่พ้นเสาใหญ่ ผมเกือบชนสุภาพบุรุษวัยกลางคน ที่กำลังเดินพ้นมุมเสา จะตรงไปทางระเบียงศาลอาญา ต่างฝ่ายต่างชะงักและรีบขอโทษซึ่งกันและกัน และก่อนจะเดินแยกออกจากกัน ท่านหันมามองผมอีกครั้งแล้วทักขึ้นว่า

“ท่านรัฐมนตรีหรือ?”

ผมเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของเสียงอีกครั้งหนึ่ง แล้วรีบยกมือไหว้ เพราะจำได้ว่าท่านเป็นผู้ใหญ่ที่เคยเคารพนับถือในศาลอุทธรณ์

“ท่านไปไหนมาครับ” ผมทักตอบท่าน

“ไปทานข้าวมาครับ” ท่านตอบยิ้มอย่างอารมณ์ดี มองเสื้อครุยผมแล้วถามต่อว่า

“ท่านรัฐมนตรีว่าความมาหรือครับ ทำไมเพิ่งลงมาล่ะครับ” ท่านเรียกผมว่า “ท่านรัฐมนตรี” จนผมรู้สึกอึดอัดใจเพราะไม่มีตำแหน่งแล้ว

“สืบพยานเพิ่งเสร็จครับ”

“เที่ยวหน้าเอาอีกไหมครับ”

ผมเข้าใจว่าท่านหมายถึงเที่ยวน่าจะสมัครผู้แทนอีกหรือไม่ จึงตอบไปตามความรู้สึกว่า

“ยังไม่แน่ใจเลยครับ”

“การเมืองก็อย่างนี้แหละ อย่าเพิ่งท้อถอยนะ” เสียงท่านปลอบและให้กำลังใจ

“ครับ” ผมไม่ทราบจะตอบอย่างไร

“คดีมีมากไหมครับ”

“พอมีครับ ผมเพิ่งเริ่มต้นใหม่ครับ”

“ได้ข่าวว่าท่านรับว่าความ เอ้อ…คดีลักจักรยานเจ็ดร้อยบาท”

ผมพอจะเข้าใจในความหมายของน้ำเสียง และสายตาที่เห็นใจแต่สงสัยนั้น ผมพอจะอ่านความเข้าใจของท่าน ผมทบทวนความจำระลึกถึงคดี จักรยาน 700 บาท แล้วใช้เวลาสั้นๆชี้แจงให้ทราบถึงเหตุผลที่ต้องรับว่าความคดีลักจักรยาน 700 บาท

ผมก็เหมือนทนายความคนอื่นๆบางคนที่เคยเล่นการเมืองและผ่านการเลือกตั้งมาจา ประชาชน แม้จะไม่ได้ตั้งสำนักงานอยู่ในท้องถิ่นที่เคยไปสมัครรับเลือกตั้งมา แต่ประชาชนในถิ่นนั้นที่ทำมาหากิน หรือมาศึกษาเล่าเรียนในกรุงเทพฯ หรือในจังหวัดใกล้เคียงก็มักจะมีปัญหามาให้เราแก้เสมอ ผมเองมีภาระมากไปกว่านั้น เพราะปรากฏว่าประชาชนในจังหวัดอื่นๆรวมทั้งคนในกรุงเทพฯ ไปขอความ ช่วยเหลือด้านคดีเสมอ จึงเป็นภาระที่หนักที่จะสามารถช่วยเหลือใครต่อใครได้หมด ในสภาพเศรษฐกิจและสังคมเช่นปัจจุบัน

คดีลักจักรยาน 700 บาท ก็มาในทำนองเดียวกัน วันแรกที่คดีนี้มาหาผม เมื่อประมาณก่อนกลางปี 2520 ผมเพิ่งเริ่มต้นว่าความอีกครั้งหนึ่ง หลังจากความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ญาติของจำเลยนำสำเนาคำฟ้องไปให้ ปรากฏว่าจำเลยถูกฟ้องในข้อหาลักจักรยานเสือหมอบ 1 คันราคา 700 บาท อัยการเป็นโจทก์ฟ้องในข้อหาลักทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 339 ตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 11 ข้อ 14 คำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่ 1 และฉบับที่ 24 ข้อ 2 พวกเขาให้เหตุผลที่มาหาผมว่า เขายากจน เขามาขอความช่วยเหลือเพราะไม่มีเงินที่จะจ้างทนายความ และพ่อแม่ญาติพี่น้องรับรองว่าจำเลยบริสุทธิ์ ผมสอบข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยซึ่งเพิ่งออกจากโรงเรียนเคยมีรถจักรยานเสือหมอบ 1 คันเมื่อประมาณ 2 ปีก่อนเกิดเหตุ ผู้เสียหายในคดีนี้ซึ่งเป็นเพื่อนกับจำเลยมาก่อน ได้ขอยืมรถจักรยานไปแล้วไม่ยอมคืน พ่อของจำเลยจึงไปแจ้งความไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลบางกอกใหญ่ ต่อมาจำเลยไปพบผู้เสียหายและจักรยานเสือหมอบคันที่เกิดเรื่องเข้า จำเลยจำได้ว่าเป็นของตนจึงแย่งคืนมา พ่อแม่ของจำเลยเอาสำเนาบันทึกประจำวันที่เคยแจ้งความไว้มาแสดงด้วย ผมสอบถามฐานะอาชีพ ของพ่อแม่จำเลยแล้ว ปรากฏว่า แม่หาบมันแกวบ้าง ฝักบัวบ้าง ผลไม้บ้าง เร่ขายอยู่แถวท่าพระจันทร์และสนามหลวง

ข้อเท็จจริงเป็นอย่างนี้ ฐานะของครอบครัวจำเลยขนาดนี้เราจะทิ้งเขาไปได้อย่างไรผมจึงรับปากจะว่าความให้คิดว่าอย่างน้อยก็ได้กุศลยิ่งกว่าปล่อยนกปล่อยกา

คดียืดเยื้ออยู่ประมาณครึ่งปี จำเลยต้องขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครมาตลอด เพราะพ่อแม่ไม่มีหลักทรัพย์และไม่มีเงินที่จะหาเช่าโฉนดที่ดินประกันตัวจำเลยออกมา

การต่อสู้เพื่อหาความเป็นธรรมให้แก่จำเลยไม่ใช่ได้มาอย่างง่ายๆ เพราะตำรวจเมื่อจับแล้วเขาก็ต้องพยายามจะเอาผิดให้ได้ แต่ในที่สุดศาลอาญา (ศาลทหารกรุงเทพ) พิพากษายกฟ้องโจทก์ แล้วปล่อยจำเลยออกมาเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2520 กว่าจะพิสูจน์ได้ว่าตนบริสุทธิ์จำเลยก็ต้องถูกขังอยู่ประมาณครึ่งปี

ไม่ว่าจะพิจารณาในด้านความหนักเบาของข้อหา หรือจำนวนทุนทรัพย์ที่ถูกลัก หรือในความสำคัญของตัวจำเลย คดีอย่างนี้ “กิ๊กก๊อก” เต็มที แต่ความยุติธรรมนั้นมิใช่เป็นเรื่อง “กิ๊กก๊อก” สำหรับ “คนทุกระดับ” ผมก็ตระหนักถึงข้อนี้ ผมไม่รู้สึกด้อยศักดิ์ศรีอะไรที่จะต้องมาทำคดีอย่างนี้ ท่านผู้ใหญ่ที่ผมเคารพนับถือท่านนั้นยิ้มอย่างพอใจ เมื่อผมเล่าให้ท่านฟังถึงเหตุผลที่ผมได้รับว่าความคดีลักจักรยาน 700 บาท แม้ว่าในขณะที่ผมพบท่านนั้นคดียังไม่ยุติ

ผมตั้งใจว่า ถ้าได้พบกับท่านอีก ผมจะนำจดหมายจากญาติคนหนึ่งของจำเลยที่มีไปถึงผมให้ท่านอ่าน ผมเชื่อว่าท่านจะภาคภูมิใจกับความรู้สึกของญาติจำเลยที่เขียนมาตอนหนึ่งว่า “ความยุติธรรมนั้นยังเป็นสิ่งที่คนยากคนจนยังพอจะหาได้” ซึ่งความรู้สึกอย่างนี้ คนในสมัยนี้ไม่เชื่อเสียแล้วว่าเป็นความจริง

ผมเชื่อว่าเรื่องทำนองนี้เพื่อนทนายความที่มีอุดมการณ์ และมีความเป็นธรรมในหัวใจเป็นจำนวนมากก็ประสบอยู่และหลายคนก็ได้ร่วมกันต่อสู้ เพื่อแสวงหาความยุติธรรมให้แก่คนบริสุทธิ์ที่ถูกข่มเหงรังแก และเอาเปรียบเหล่านั้น ข้อความในจดหมายที่นำมาลงต่อไปนี้ อาจจะเป็นกำลังใจให้กับเพื่อนๆทนายได้ไม่มาสมากก็น้อย

ชวน หลีกภัย

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่น 30 ตุลาคม 2520

****

เรียน คุณชวน ที่นับถือ

ดิฉันได้ทราบข่าวผลการตัดสินคดีของนายเดชา หลานชายของดิฉันแล้วค่ะ คุณชวน คงทราบว่าดิฉันดีใจและปลื้มใจมากขนาดไหน ดีใจที่หลานไม่ต้องติดคุก ปลื้มใจที่ ความยุติธรรมนั้นยังเป็นสิ่งที่คนยากคนจนยังพอจะหาได้ ดิฉันไม่ลืมว่าความยุติธรรมที่ได้มานี้ คุณชวนเป็นผู้หญิงยื่นให้ น่าเสียดายที่คนอื่นๆนั้นไม่เหมือนคุณชวน ที่เหมือนก็คงมีไม่มาก ประชาชนจึงต้องทนคับแค้นและข่มขืนกันอยู่ทุกวันนี้ ในขณะที่ดิฉันได้พบกับสีขาวบริสุทธิ์จากน้ำใจของคุณ น่าเสียดายที่ดิฉันได้พบกับสีดำมืดของน้ำใจผู้พิทักษ์สันติราษฎร์มาก่อน มีคนอีกไม่น้อยที่ต้องประสบกับสีดำโดยไม่มีโอกาสได้มองเห็นสีขาวคุณชวนคนซึ้งใจได้ดี ดิฉันได้แต่หวังว่า หากคุณชวนได้เป็นใหญ่ขึ้นมาอีกครั้งขอได้โปรดช่วยกันกำจัดสีดำนี้ให้บรรเทาเบาบางลงด้วยเถิดค่ะ วันนี้ดิฉันมีเพียงคำ“ขอบคุณ” ที่จะกล่าว แต่พรุ่งนี้ดิฉันหวังที่จะ “แทนคุณ” ตลอดไป

คุณชวนค่ะ กรุณารับทราบด้วยเถิดว่า เวลานี้ดิฉันและครอบครัวเป็นหนี้คุณอยู่และเราเต็มใจที่จะเป็นหนี้คุณตลอดไป ตราบใดที่คุณคือ ชวน หลีกภัย ดิฉันเขียนกลอนได้บทหนึ่ง ดิฉันไม่ใช่นักเขียน แต่คราวนี้ดิฉันเขียนออกมา ได้ด้วยความรู้สึกทั้งมวลที่มีต่อคุณ เป็นความหวัง ความประทับใจ และความนับถือศรัทธาได้ยากยิ่ง คุณชวนจึงเป็นดาวดวงเดียวที่อยู่ในใจของดิฉัน และพวกเราทุกคน

“ฟ้ามืดมีดาวประดับฟ้า
แสงอาทิตย์กล้า
ดาวนั้นก็เลือนหาย
ดาวหนึ่งส่อง
สว่างกลางใจ สุกใส
เป็นดาวประกายพฤกษ์ชั่วนิรันดร์”

นับถืออย่างจริงใจ
วัลภา*

*หมายเหตุ นางวัลภา ขวัญยืน เป็นอดีตภัณฑารักษ์ 7 สำนักโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร และอดีตอาจารย์ประจำภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อปี พ.ศ 2542 ได้ลาออกจากราชการตามโครงการเปลี่ยนเส้นทางชีวิตเกษียณ:ก่อนกำหนด

กดติดตามเพจเฟซบุ๊ก เสรีนิวส์